วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557

การทำแซนวิสซูซิไข่กุ้ง

แซนวิสซูชิไข่กุ้ง

แซนวิสซูชิไข่กุ้ง

แซนวิสซูชิไข่กุ้ง

 นำแซนวิสสไตล์ญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น มาฝาก ลูกศิษย์และแฟน ๆ ชาวเวปส้มซ่าให้ทดลองทำเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างรายได้เพิ่มในครอบครัวกันค่ะ ขอบอกว่าทำง่ายมากกกก แถมขายดิบขายดีอีกต่างหาก อยากรู้ว่าทำยังไงก็ต้องลองเข้ามาชมกันนะจ๊ะ
  
   ส่วนผสม

แซนวิส , อาหารญี่ปุ่น , ส้มซ่า , เรียนทำขนม , ซูชิ ขนมปังแซนวิสอย่างดี
 มายองเนส / สลัดครีม / แซนวิสสเปรด
 ผักคาวาเระ /กะหล่ำปลี
 ปูอัดลวก
 ไข่กุ้ง

 ขนมปังแซนวิสอย่างดี มายองเนส / สลัดครีม / แซนวิสสเปรด ผักคาวาเระ /กะหล่ำปลี ปูอัดลวก ไข่กุ้ง
วิธีทำ
แซนวิส , อาหารญี่ปุ่น , ส้มซ่า , เรียนทำขนม , ซูชิ1. เตรียมชามผสม นำมายองเนสหรือสลัดครีมหรือแซนวิสสเปรด อัตราส่วนตามใจชอบใส่ชามผสมเตรียมไว้
แซนวิส , อาหารญี่ปุ่น , ส้มซ่า , เรียนทำขนม , ซูชิ , ปูอัด
2. เตรียมปูอัด ลวกน้ำร้อนให้สุกดีจากนั้นนำมาฉีกเป็นเส้นเล็ก ๆ เตรียมไว้
แซนวิส , อาหารญี่ปุ่น , ส้มซ่า , เรียนทำขนม , ซูชิ , ปูอัด , ผักคาวาเระ
3. นำปูอัดใส่ชามผสมตามด้วยไข่กุ้ง(ตามใจชอบ หากใส่มาก็อร่อยแต่เปลือง ^^)
แซนวิส , อาหารญี่ปุ่น , ส้มซ่า , เรียนทำขนม , ซูชิ , ปูอัด , ผักคาวาเระ, ไข่กุ้ง
4. ตามด้วยผักคาวาเระสดหั่นท่อน
แซนวิส , อาหารญี่ปุ่น , ส้มซ่า , เรียนทำขนม , ซูชิ , ปูอัด , ผักคาวาเระ, ไข่กุ้ง
5. คลุกเคล้าส่วนผสมพอเข้ากัน (เบา ๆ เพราะเดี๋ยวผักช้ำหมด) ชิมรสตามใจชอบ
แซนวิส , อาหารญี่ปุ่น , ส้มซ่า , เรียนทำขนม , ซูชิ , ปูอัด , ผักคาวาเระ, ไข่กุ้ง
6. เตรียมขนมปังแซสวิสตัดขอบสีน้ำตาลออก ปริมาณตามใจชอบ  ทาขนมปังด้วยมายองเนสหรือแซนวิสสเปรดบาง ๆ
แซนวิส , อาหารญี่ปุ่น , ส้มซ่า , เรียนทำขนม , ซูชิ , ปูอัด , ผักคาวาเระ, ไข่กุ้ง
7. จากนั้นทาด้วยไส้ไข่กุ้ง – ปูอัดที่เราทำเตรียมไว้แล้ว
แซนวิส , อาหารญี่ปุ่น , ส้มซ่า , เรียนทำขนม , ซูชิ , ปูอัด , ผักคาวาเระ, ไข่กุ้ง
8. ประกอบขนมปังให้พอดีกัน
แซนวิส , อาหารญี่ปุ่น , ส้มซ่า , เรียนทำขนม , ซูชิ , ปูอัด , ผักคาวาเระ, ไข่กุ้ง
9. ตัดเป็นชิ้นตามใจชอบ
แซนวิส , อาหารญี่ปุ่น , ส้มซ่า , เรียนทำขนม , ซูชิ , ปูอัด , ผักคาวาเระ, ไข่กุ้ง
10. จัดใส่กล่องเพื่อจำหน่าย / หรือไปปิกนิค ต่อไปค่ะ : ทำด้วยใจให้ด้วยรัก

หมายเหตุ :แซนวิส ชนิดนี้เป็นแซนวิสสดมีอายุนอกตู้เย็นแค่ 1 วันค่ะ  หากเกินจากนี้จะเสีย หากมีตู้แช่เค้กหรือตู้เย็น เก็บได้ประมาณ 3 วันค่ะ
- ไม่มีผักคาวาเระใช้กะหล่ำปลีหั่นฝอยแทนได้ค่ะ
แซนวิส สูตรนี้ ครูส้มแกะมาจากร้านนึงที่ทำขายแต่ไม่ไฮโซและอร่อยเท่านี้ แถมยังขายราคาโครตแพง เลยลองทำดูและนำลงในเฟสบุ๊คของตัวเองแล้วมีเพื่อน ๆ หลาย ๆ ท่านสนใจกันมาและได้สอบถามมาทางหลังไมล์เลยนำมาลงให้ในเวปให้ชมกันค่ะ  ลองทำกันดูนะคะ ทำไม่ยากเผื่อเป็นช่องทางจำหน่ายและอัพเกรดสินค้าเราได้ค่ะ ^^
- ไม่ได้บอกอัตราส่วนไว้เพราะแต่ละท่านชอบรสชาติไม่เหมือนกัน สามารถใส่ส่วนผสมทุกอย่างได้ตามใจชอบและให้ชิมรสตามต้องการค่ะ 

การทำลอดช่องกะทิสด ( แบบโบราณ )

ลอดช่องไทย กะทิสด (แบบโบราณ)

ลอดช่องไทย กะทิสด (แบบโบราณ)

ลอดช่องไทย กะทิสด (แบบโบราณ)

 ของฝากจากการหายหน้าไป 2 อาทิตย์คะ เอาเป็นว่าเป็นของฝากชิ้นที่ 1 ละกันน้า... (จริง ๆ มีอีกเยอะเลยไว้จะทยอยนำมาลงให้เรื่อย ๆ นะจ๊ะ) เพื่อน ๆ อาจสงสัยว่าส้มหายไปไหน ส้มไปทำงานคะครั้งนี้ต้องไปจ.นครศรีธรรมราช 2 สัปดาห์ ไปทำงานทุกวัน(อยู่ที่งานเดือนสิบ) เลยมีอะไรดี ๆ จากในงานมาฝากเยอะเลยคะ  เนื่องจากที่งานมีการแข่งขัน(เยอะมาก) ของพัฒนาชุมชนจังหวัดคะ มีการทำขนมครก ข้าวต้มใบกระพ้อ  และการสาธิตต่าง ๆ อีก (ซึ่งทุกรายการมีมาฝากคะแต่ต้องอดใจนิดดดด ^^’) เอาเป็นว่าฟุ้งมาเยอะแล้ว มาเข้าเรื่องของวันนี้เลยดีกว่า วันนี้เอาการทำลอดช่องไทย(ใบเตย) แบบโบราณ(จริงๆ) มาให้ชมกันคะ ภาพอาจไม่ชัดนักเพราะส้มถ่ายกับโทรศัพท์ และถ่ายจากคุณป้า คุณยายหลาย กลุ่มที่มาสาธิตภาพเลยอาจจะกระโดดไปบ้าง ต้องขออภัยไว้ก่อนคะ แต่รับรองมีความรู้แบบภูมิปัญญาจริง ๆ คะ
  
 ส่วนผสม (แยกเป็น 2 ส่วน)
ส่วนผสมตัวลอดช่อง
แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วย  (โบราณเอาข้าวเจ้ามาโม่ให้เป็นแป้งคะ)
น้ำปูนใส 5 ถ้วย
ใบเตย 10 ใบ นำมาคั้นให้ได้น้ำใบเตยข้น ๆ 1 ถ้วย

 ลุยกันเลย
1. เอาแป้งข้าวเจ้ามาใส่ภาชนะ เช่น กาละมังเล็ก ๆ ใส่น้ำใบเตยคั้นลงไป ใส่น้ำปูนใสลงไปด้วย (ค่อย ๆ ใส่นะจ๊ะ โดยใส่สลับกันระหว่างน้ำใบเตยกันน้ำปูนใส) แล้วจึงค่อย ๆ นวดให้เข้ากันจนละลายกับแป้งให้เข้าหมด ต้องใจเย็น ๆ คะ ไม่งั้นแป้งจะเป็นก้อนไม่เข้ากัน
2.  กรองส่วนผสมด้วยผ้าขาวบางอีกครั้งคะ
    
    
       
3.  เริ่มการกวนคะ โดยนำกะทะทอง / หม้อ  มาตั้งบนเตาไฟอ่อน ๆ เอาแป้งที่ละลายไว้แล้ว เทลงกระทะ กวนไปเรื่อย ๆ จนแป้งมีลักษณะเหนียว ข้น เข้ากันดี อย่าให้แห้งหรือเหลวจนเกินไป


4. เอากาละมังหรือภาชนะอื่น เช่นถัง อีกใบมาใส่น้ำสะอาดเตรียมเอาไว้ จากนั้นเตรียมพิมพ์ลอดช่อง สมัยโบราณใช้กะลาเจาะรู หรือให้หม้อเจาะรู คะ
     
     
   
   
5. นำแป้งที่กวนได้ที่มาใส่ลงในภาชนะหรือพิมพ์ที่เราเตรียมไว้ กดแป้งออกมาจากร่องออกมาเป็นช่วงสั้น ๆ ก็จะเป็นแป้งที่ลอดช่องลงมาสู่น้ำเย็น ทำเป็นตัวลอดช่อง
       
      
   
6. หากแป้งที่เทไว้หนืดเกินและไม่สามารถไหลลงมาได้แล้ว เค้าจะเอาท่อนไม้แบบในภาพมากดอีกครั้งคะเพื่อให้แป้งไหลลง (แต่ส้มไม่ทราบว่าเรียกว่าอะไร ต้องขอโทษด้วยคะ^^’)


7. แป้งกวนที่ไม่สามารถกดได้แล้ว แป้งแบบนี้นำมาทานโดยใส่ถ้วยผสมกับน้ำกะทิ อร่อยแบบบ้าน ๆ จริง ๆ คะ ^^’
     
     
   
   
8. เปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ  หากน้ำเริ่มร้อนขึ้นคะ จากนั้นพักตัวแป้งไว้ก่อน

ส่วนผสมของน้ำกะทิ
1. น้ำกะทิ 2 ถ้วย
2. น้ำตาลปี๊บ  1 ถ้วย
3. เกลือป่น ½ ช้อนชา
     
   
1. คั้นกะทิ ให้ได้ 2 ถ้วยคะ


2.  เอาน้ำกะทิ  2  ถ้วย   น้ำตาลปี๊ป 1 ถ้วยตวง   เกลือป่น  1/2 ช้อนชา   ต้มให้เดือด แต่ควรจะกรองด้วยผ้าขาวบางจะดียิ่งขึ้น
     

การทำแกงเขียวหวาน

http://www.pim.in.th/images/all-side-dish-beef/green-beef-curry/green-beef-curry-020.JPG
http://www.pim.in.th/images/all-side-dish-beef/green-beef-curry/green-beef-curry-019.JPG
:: ส่วนผสมและเครื่องปรุงแกง ::
- เนื้อวัวติดมัน 250 กรัม
- พริกแกงเขียวหวาน (ตามสูตรด้านล่าง)  3 + 1/2  ชต.
- มะเขือพวงเด็ดก้านแล้ว 120 กรัม
- พริกชี้ฟ้าแดงเขียว 2 เม็ด ..... หั่นเฉียง
- ใบมะกรูด 4 ใบ ....... ฉีกเป็นชิ้นเล็ก ๆ (ไม่เอาก้านตรงกลาง)
- โหระพา  3 กิ่ง ....... เด็ดไว้เป็นใบๆ
- เกลือทะเลป่น 1 ชต.
- น้ำตาลปี๊บ 0.5 ชต.
- น้ำปลาดี 2 ชต.
- หัวกะทิ 1 + 1/2 ถ้วย
- หางกะทิ 3 + 1/2 ถ้วย
ป.ล. ถ้วย คือ ถ้วยตวง  ซึ่งถ้วยตวงของแห้งกะถ้วยตวงของเหลวเป็นคนละแบบกัน
ป.ล. พิมใช้มะพร้าวขูด 1 โล คั้นเป็นหัวกะทิได้ 3 ถ้วยกว่าๆ และหางกะทิได้  7 ถ้วย  ก็แบ่งทำ 2 เมนูคือเขียวหวานเนื้อกับเขียวหวานไก่ค่ะ
:: ส่วนผสมพริกแกงเขียวหวาน ::
- กระเทียมไทย 1 หัว
- หอมแดง 2 หัว
- พริกขี้หนูสวน 50 กรัม
- ข่าแก่ 8 แว่น
- ตะไคร้ 2 ต้น
- ผิวมะกรูด 1/3 ลูก
- รากผักชี 2 ราก
- กะปิ 1/3 ชต.
- ยอดพริก 4-5 ยอด / ใบพริกใบใหญ่ 4-5 ใบ
- ลูกผักชียี่หร่าคั่วบด 1/2 ชช.
- เกลือป่น 1 ชช.
ป.ล. พริกขี้หนูสวนแต่ละพันธุ์ เผ็ดไม่เท่ากัน บางพันธุ์ก็เผ็ดกระโดด บางพันธุ์เผ็ดพองาม ยังไงเพิ่มลดตามชอบนะคะ
ป.ล. ตำเสร็จแล้วจะได้ประมาณ 8 ชต.
http://www.pim.in.th/images/all-side-dish-beef/green-beef-curry/green-beef-curry-004.JPG
:: วิธีทำ ::
อันดับแรกก่อนการที่จะทำแกงเขียวหวานได้ เราก็จะต้องมีพริกแกงกันก่อนนะคะ เพราะงั้นแล้วเริ่มต้นเราก็มาตำพริกแกงกันก่อนเลยค่ะ ซึ่งสูตรพริกแกงเขียวหวานพิมก็แปะไว้ให้ด้านบนแล้วนะคะ ก็เป็นสูตรเดียวกับที่เคยได้ลงไว้ในเมนู "แกงเขียวหวานไก่กับเห็ดตับเต่า"  แต่ว่าอันนี้จะใส่พริกขี้หนูล้วน ๆ ไม่มีพริกชี้ฟ้าเขียว  และก็ไม่ได้ใส่ขมิ้นนะคะ   อ้อ ๆ และก็จะเพิ่มรากผักชีมาด้วยค่ะ
สำหรับหน้าตาส่วนผสมพริกแกงเขียวหวานก็ตามรูปด้านล่างนี่เลย   ซึ่งทุกอย่างล้างสะอาดก่อนจึงค่อยนำมาเด็ด หั่น คั่วนะคะ ^__^
http://www.pim.in.th/images/all-side-dish-beef/green-beef-curry/green-beef-curry-002.JPG
และเมื่อล้างหั่นคั่วบดเรียบร้อยแล้ว จึงค่อยนำมาตำรวมกัน  โดยเริ่มจากโขลกผิวมะกรูด+เกลือให้แหลกก่อนค่ะ ตามด้วยข่าตะไคร้ ใบพริกที่ซอยละเอียด พริกขี้หนูที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ  และหอมกระเทียมเป็น 2 อย่างสุดท้าย เมื่อตำทุกอย่างแหลกแล้ว ก็ค่อยใส่กะปิกับลูกผักชียี่หร่าคั่วบดลงไป ตำให้เข้ากันอีกที เป็นอันใช้ได้ แล้วเราก็จะได้พริกแกงเขียวหวานอย่างในภาพด้านล่างนี่อ่ะค่ะ
http://www.pim.in.th/images/all-side-dish-beef/green-beef-curry/green-beef-curry-003.JPG
เมื่อตำพริกแกงเสร็จ ก็มาดูเนื้อวัวที่พิมเลือกใช้นะคะ ซึ่งในวันนี้กับเมนูนี้พิมเลือกใช้เนื้อสันติดมันอ่ะค่ะ เพราะเป็นส่วนที่เนื้อนุ่ม อีกทั้งติดมัน (อันนี้แหละค่ะที่สำคัญ อิอิ) เหมาะสำหรับการเอามาทำแกงเขียวหวานเป็นอย่างมาก ^__^  ก็หั่นเนื้อตามลายของเนื้อนะคะ ให้บางหน่อยแต่ไม่ต้องบางมาก  กรณีไม่รู้ว่าหั่นถูกลายหรือเปล่า หลังจากหั่นเสร็จชิ้นแรก ให้ลองใช้นิ้วฉีกเนื้อชิ้นนั้นดูค่ะ ถ้าฉีกได้ง่าย แสดงว่าหั่นถูกต้องแล้วอ่ะค่ะ
ส่วน...ส่วนผสมอย่างอื่นก็เตรียมอย่างที่พิมบอกเอาไว้ด้านบนเลยนะคะ
http://www.pim.in.th/images/all-side-dish-beef/green-beef-curry/green-beef-curry-006.JPG
และเมื่อหั่นเนื้อเสร็จ เตรียมวัตถุดิบทุกอย่างเสร็จ ก็มาลงมือแกงกันเลยจ้า
เริ่มต้นด้วยการตั้งกระทะบนเตาไฟ  (พิมถนัดใช้กระทะในการแกง)  ใส่หัวกะทิลงไป 1/2 ถ้วย  เปิดไฟเตาเป็นไฟกลาง
http://www.pim.in.th/images/all-side-dish-beef/green-beef-curry/green-beef-curry-008.JPG
เคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งกะทิแตกมัน  (มีคราบน้ำมันอยู่ขอบ ๆ กระทะ)
http://www.pim.in.th/images/all-side-dish-beef/green-beef-curry/green-beef-curry-007.JPG
ก็ใส่พริกแกงเขียวหวานลงไปผัดจนแตกมันเป็นสีเขียวสวยอย่างในภาพด้านล่างอ่ะค่ะ  ซึ่งระหว่างผัดเนี่ย หากในกระทะแห้ง ให้เติมหัวกะทิได้เป็นระยะ ๆ   แต่เติมทีละน้อยนะคะ แค่ไม่ให้แห้งและไหม้ก็พอ  (ผัดพริกแกงเสร็จ จะหมดหัวกะทิไปทั้งหมดประมาณ 1 ถ้วยกว่าๆ ก็จะเหลืออีกราว 1/3 ถ้วย)
http://www.pim.in.th/images/all-side-dish-beef/green-beef-curry/green-beef-curry-009.jpg
และเมื่อพริกแกงสีสวยดีแล้ว  ก็ใส่เนื้อที่เราหั่นไว้แล้วลงไปค่ะ  ....... ซึ่งเนื้อเนี่ยโดยปกติพิมจะหมักกับน้ำปลานิดหน่อยก่อนค่ะเพื่อให้เนื้อมีรสชาติ  และบางทีก็แอบเหยาะบรั่นดีใส่ลงไปด้วยเพื่อความหอม แต่ถ้าเพื่อน ๆ ไม่ชอบหรือไม่สะดวก ก็ใช้เนื้อหั่นเฉย ๆ แบบไม่ต้องหมักอะไรเลยก็ได้ค่ะ แต่กรณีเนื้อที่ใช้นั้นเหนียวมาก ให้นำไปเคี่ยวกับหางกะทิ (ที่ไม่ใช่หางกะทิในสูตรด้านบน) จนกระทั่งเปื่อยนุ่มก่อน แล้วค่อยช้อนเนื้อมาผัดกับพริกแกงอ่ะค่ะ
http://www.pim.in.th/images/all-side-dish-beef/green-beef-curry/green-beef-curry-010.JPG
ก็ผัดให้เนื้อเข้ากับพริกแกง และสุกประมาณในภาพด้านล่างนี้นะคะ
http://www.pim.in.th/images/all-side-dish-beef/green-beef-curry/green-beef-curry-011.JPG
จากนั้นก็ใส่หางกะทิที่เตรียมไว้ทั้งหมดลงไป  ปรุงรสด้วยเกลือป่น น้ำตาลปี๊บ น้ำปลาอย่างดี  คนให้เข้ากันรอจนน้ำตาลละลาย เกลือละลายหมด ก็ตักน้ำแกงขึ้นมาชิมรสชาติว่าเป็นยังไง ชอบไหม หากขาดรสไหนก็เติมเอาตามต้องการได้เลยค่ะ
ป.ล. น้ำตาลปี๊บที่พิมใส่ ใส่เพื่อให้รสกลมกลมและนุ่มนวล  ไม่ได้ต้องการใส่เพื่อให้รสหวาน  หากใครไม่ชอบไม่อยากใส่ ก็ไม่ต้องใส่นะคะ หรือถ้าจะใส่มากใส่น้อยกว่านี้ก็ไม่ผิดกติกาอีกเช่นกันค่ะ
http://www.pim.in.th/images/all-side-dish-beef/green-beef-curry/green-beef-curry-013.jpg
เมื่อได้รสที่ชอบแล้ว ก็เร่งไฟเตาให้แรงขึ้นค่ะ
http://www.pim.in.th/images/all-side-dish-beef/green-beef-curry/green-beef-curry-014.JPG
จนน้ำแกงเดือดจัด ก็ใส่มะเขือพวงลงไป ตามด้วยหัวกะทิที่เหลือ
http://www.pim.in.th/images/all-side-dish-beef/green-beef-curry/green-beef-curry-015.JPG
รอจนเดือดอีกครั้ง ก็ใส่ใบโหระพา ใบมะกรูดที่เราฉีกไว้ พริกชี้ฟ้าเขียวแดงที่เราหั่นไว้ลงไป คนด้วยทัพพีหรือตะหลิวให้เข้ากันดีกับน้ำแกง ก็ปิดไฟเตาได้เลยค่ะ
http://www.pim.in.th/images/all-side-dish-beef/green-beef-curry/green-beef-curry-016.JPG
แล้วเราก็จะได้แกงเขียวหวานเนื้อออกมาหน้าตาอย่างในภาพด้านล่างนี่นะคะ
http://www.pim.in.th/images/all-side-dish-beef/green-beef-curry/green-beef-curry-017.JPG
ซึ่งขอบอกว่า ... สำหรับพิมมันอร่อยมากค่าาา  แบบว่าน้ำแกงก็รสเข้มข้น กลมกล่อม แต่จัดจ้าน และมีกลิ่นหอมจากเครื่องแกงที่ตำเอง  เนื้อที่ใช้ก็นุ่มมาก อีกทั้งติดมัน (อันนี้สำคัญๆ)  ... พอมารวมตัวกันก็เลยอร่อยสมใจอยากของพิมชนิดกินไม่อยากเลิกเลยค่ะ
http://www.pim.in.th/images/all-side-dish-beef/green-beef-curry/green-beef-curry-018.JPG
ซึ่งตอนแรกพิมว่าจะทานกับข้าวสวยร้อน ๆ นะคะ แต่......แกงเสร็จแล้ว นึกได้ว่าลืมหุงข้าว >_<"   ก็เลยต้องไปซื้อขนมจีนที่ร้านอาแปะแถวบ้านมากินกับแกงแทนข้าวไปก่อนค่ะ ซึ่งขอบอกว่ามันก็เข้ากันมากๆ  (เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วเน๊าะค่ะ)  ขนิดยิ่งกินยิ่งเพลินค่ะ
http://www.pim.in.th/images/all-side-dish-beef/green-beef-curry/green-beef-curry-019.JPG
...... ยิ่งคำไหนที่เคี้ยวแล้วไปเจอเนื้อชิ้นที่ติดมัน  อืมมมมมมม มันยิ่งเหมือนสวรรค์ชัด ๆ   (คำเปรียบเปรยเน๊าะค่ะ)  จนไม่อยากให้หมดจานเลยค่ะ
http://www.pim.in.th/images/all-side-dish-beef/green-beef-curry/green-beef-curry-020.JPG
ยังไงเพื่อน ๆ คนไหนที่สนใจอยากลองทำเมนูนี้ หรืออยากกินเมนูนี้ ก็ไปลองทำกันดูนะคะ ไม่ยาก ๆ เป็นอีกเมนูนึงที่พิมอยากแนะนำมากๆ เลยค่ะ
http://www.pim.in.th/images/all-side-dish-beef/green-beef-curry/green-beef-curry-021.JPG
และสำหรับคนที่ไม่ทานเนื้อ จะเปลี่ยนเป็นทำแกงเขียวหวานไก่ หมู แทนก็ได้นะคะ ... อย่างคุณสามีของพิมเค้าไม่กินเนื้อวัวพื้น ๆ (ฮ่าๆ) เพราะงั้นเค้าก็เลยไม่กินแกงเขียวหวานเนื้อ  พิมก็เลยต้องทำแกงเขียวหวานไก่ให้เค้าแทนอ่ะค่ะ   ซึ่งสูตรที่ใช้ก็สูตรเดียวกับแกงเขียวหวานเนื้อเลย
http://www.pim.in.th/images/all-side-dish-beef/green-beef-curry/green-beef-curry-022.JPG
ยังไงก็ไปลองทำกันดูนะคะ  ตัดขัดตรงไหนถามได้ค่า  ^____^
http://www.pim.in.th/images/all-side-dish-beef/green-beef-curry/green-beef-curry-023.JPG