วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556

การทำน้ำสมุนไพร แบบง่ายๆ

วันนี้จะมาแนะนำการทำน้ำสมุนไพรแบบง่ายๆ กันนะครับ
มีสูตร และขั้นตอนดังนี้ครับ

น้ำดอกอัญชัน
ส่วนผสม :
น้ำดอกอัญชัน 1 ถ้วย
น้ำเชื่อม 4 ช้อนโต๊ะ
น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำน้ำดอกอัญชัน :
นำดอกอัญชันสด 100 กรัม ล้างน้ำให้สะอาด ใส่หม้อ
เติมน้ำเปล่า 2 ถ้วย ต้มจนเดือด ปิดฝาทิ้งไว้ ประมาณ 2-3 นาที
แล้วกรองดอกอัญชันขึ้นจากหม้อต้ม

วิธีทำน้ำเชื่อม :
น้ำเปล่า 500 กรัม
น้ำตาลทราย 500 กรัม
นำน้ำดอกอัญชัน น้ำเชื่อม และน้ำผึ้งผสมรวมกัน ชิมรสตามชอบ

**อีกวิธีหนึ่ง**
นำดอกอัญชันตากแห้งประมาณ 25 ดอก ชงในน้ำเดือด 1 ถ้วย
ดื่มแทนชา
ข้อแนะนำการดื่ม :
1. ควรดื่มทันทีที่ปรุงเสร็จ เพื่อให้ได้คุณค่าทางอาหารและยา
2. การดื่มน้ำสมุนไพรชนิดเดียว ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ
อาจทำให้เกิดการสะสมสารบางชนิดที่มีฤทธิ์ต่อร่างกายได้
3. การดื่มน้ำสมุนไพรร้อนๆ ที่มีอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียสขึ้นไป
จะทำให้เยื่อบุผิวหลอดอาหาร
เสียสภาพภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ และอาจทำให้มีการดูดซึมสารก่อมะเร็ง
จุลินทรีย์ ฯลฯ ได้ง่าย
ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับจากดอกอัญชัน มีหลายประการดังนี้ :
  1. เป็นเครื่องดื่มดับกระหาย มีสารแอนโธไซยานิน
  2. มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิต้านทาน
3. ใช้เป็นสีผสมอาหาร โดยเฉพาะในขนมไทย
สารแอนโธไซยานิน มีอยู่มากในดอกอัญชัน มีประโยชน์ต่อสุขภาพ
เช่น ช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็น เนื่องจากสารตัวนี้
จะไปเพิ่มการไหลเวียนในหลอดเลือดเล็กๆ
เช่น หลอดเลือดส่วนปลายทำให้กลไกที่ทำงาน
เกี่ยวกับการมองเห็นแข็งแรงขึ้นเพราะมีเลือดไหลเวียน
มาเลี้ยงมากขึ้น ในขณะนี้ก็มีการศึกษาวิจัยทางคลินิก
เกี่ยวกับความสามารถของแอนโธไซยานิน
ในการเพิ่มประสิทธิภาพของดวงตา
เช่น ตาเสื่อมจากโรคเบาหวาน โรคต้อหิน โรคต้อกระจก เป็นต้น

น้ำกระเจี๊ยบ
ส่วนผสม :
ดอกกระเจี๊ยบสด / แห้ง 20 กรัม (5 ดอก)
น้ำเชื่อม 30 กรัม (2 ช้อนคาว)
น้ำเปล่า 200 กรัม (14 ช้อนคาว)
เกลือป่นเสริมไอโอดีน 2 กรัม (2 / 5 ช้อนคาว)

วิธีทำ :
1. เอาดอกกระเจี๊ยบสดหรือแห้งก็ได้ ล้างน้ำทำความสะอาด
นำใส่หม้อต้มจนเดือด แล้วลดไฟลงอ่อนๆ เคี่ยวเรื่อยๆ
จนน้ำเป็นสีแดงเข้มข้น
2. เอาดอกกระเจี๊ยบขึ้นจากหม้อต้ม แล้วเอาน้ำเชื่อม
และเกลือใส่ลงไป ปล่อยให้น้ำกระเจี๊ยบเดือด
นาที ยกลงชิมรสตามชอบ
3. เอาขวดเปล่ามาล้างทำความสะอาด ต้มในน้ำเดือด 20 นาที
นำน้ำกระเจี๊ยบแดงมากรอกแล้วปิดจุก
ให้แน่น แช่ตู้เย็นเก็บไว้ได้นาน

**อีกวิธีหนึ่ง**
นำดอกกระเจี๊ยบมาตากแห้ง แล้วนำมาบดเป็นผง
นำผงกระเจี๊ยบครั้งละ 1 ช้อนชา
ชงในน้ำเดือด 1 ถ้วย (250 มิลลิกรัม)

ประโยชน์ที่ร่างกายได้รับ :
1. คุณค่าทางอาหาร : ให้วิตามินเอสูงมากช่วยบำรุงสายตา
รองลงมามีแคลเซียมช่วยบำรุงกระดูกและฟัน
2. คุณค่าทางยา : ช่วยขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิต
เป็นยาระบายอ่อนๆ และช่วยแก้อาการกระหายน้ำ

น้ำมะตูม
ส่วนผสม :
มะตูมแห้ง 8 กรัม (2 ชิ้น)
น้ำตาลทราย 15 กรัม (1 ช้อนคาว)
น้ำเปล่า 240 กรัม (16 ช้อนคาง)

วิธีทำ :
นำมะตูมแห้งมาล้างให้สะอาด ปิ้งไฟให้หอม นำไปใส่หม้อเติมน้ำ
ตั้งไฟเคี่ยวสักครู่ ยกลงกรองเอาแต่น้ำ เติมน้ำตาลทราย
ตั้งไฟให้ละลายชิมรสตามชอบ ยกลง

ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ :
1. คุณค่าทางยา : เป็นยาระบาย ขับลม ท้องเฟ้อ
ช่วยย่อยอาหาร บำรุงธาตุ ทำให้ขับถ่ายดี และเจริญ
อาหาร ขับเสมหะ แก้อาการร้อนในได้ดี

น้ำขิง
ส่วนผสม :
ขิงสด 15 กรัม (ขิงหั่นขนาด 1 นิ้ว 5-6 ชิ้น)
น้ำ 240 กรัม (16 ช้อนโต๊ะ)
น้ำเชื่อม 15 กรัม (2 ช้อนโต๊ะ)

วิธีทำ :
ปอกเปลือกขิงออกล้างน้ำให้สะอาด ทุบพอแหลกตั้งน้ำให้เดือด
เอาขิงที่ทุบไว้ลงต้มให้เดือดกรองเอากากออก
เติมน้ำตาล ชิมรสตามชอบ

คุณค่าทางโภชนาการ :
พลังงาน 61.5 กิโลแคลอรี
แคลเซียม 2.7 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 3.3 มิลลิกรัม

รสและสรรพคุณ :
รสเผ็ดร้อน บำรุงธาตุ ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ
แก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน ช่วยเจริญอาหาร

น้ำตะไคร้
ส่วนผสม :
ตะไคร้ 20 กรัม (1 ต้ม)
น้ำเชื่อม 15 กรัม (1 ช้อนโต๊ะ)
น้ำเปล่า 240 กรัม (16 ช้อนโต๊ะ)

วิธีทำ :
นำตะไคร้มาล้างให้สะอาด หั่นเป็นท่อนสั้น ทุบให้แตก
ใส่หม้อต้มกับน้ำให้เดือดกระทั่งน้ำตะไคร้ออกมาปนกับน้ำ
จนเป็นสีเขียว สักครู่จึงยกลงกรองเอาตะไคร้ออก
เติมน้ำเชื่อม ชิมรสตามชอบ

**อีกวิธีหนึ่ง**
เอาเหง้าแก่ที่อยู่ใต้ดินล้างให้สะอาด ฝานเป็นแว่นบางๆ
คั่วไฟอ่อนๆ พอเหลือง ชงเป็นชา ดื่มวันละ 3 ครั้งๆ 1 ถ้วยชา
จะช่วยขับปัสสาวะ

รสและสรรพคุณ :
รสเผ็ดร้อน บำรุงธาตุ ช่วยแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด
ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อได้ดี ช่วยลดพิษ
ของสารแปลกปลอมในร่างกาย

หวังว่าสูตรน้ำสมุนไพรนี้จะช่วยให้ท่านทั้งหลาย
มีสุขภาพดีกันถ้วนหน้านะครับ

8วิธี การบริหารสมอง ให้สดชื่น

8 วิธี การบริหารสมอง ให้สดชื่น

8 วิธี การบริหารสมอง ให้สดชื่น

น้ำดื่ม

8 วิธี การบริหารสมอง ให้สดชื่น
 (INN)

         เมื่อรู้สึกอ่อนเพลีย สมองไม่แล่น ลองมาดูวิธีการบริหารสมองอย่างง่าย เพื่อความสดใส ซาบซ่า

         1. ประสานงานสมอง การเขียนเลข 8 ในอากาศด้วยมือทั้ง 2 ข้างๆ ละ 5 ครั้ง โดยเริ่มจากด้านซ้ายของเลขก่อน แล้วเขียนวนไปให้เป็นเลข 8 วิธีนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการอ่าน และการทำความเข้าใจดีขึ้นและทำให้สมองด้านซ้ายและด้านขวาประสานงานกัน

         2. น้ำเปล่าหล่อเลี้ยงสมอง วางขวดน้ำไว้ใกล้ๆ โต๊ะของคุณเป็นประจำ และคอยจิบทีละน้อย วิธีนี้จะช่วยให้จิตใจและร่างกายของคุณตื่นตัวตลอดเวลา และสมองก็จะเปิดว่าง สามารถรับสารหรือข้อมูลได้ดี เพราะน้ำจะช่วยปรับสารเคมีที่สำคัญในสมองและระบบประสาท ถ้าเวลาที่รู้สึกเครียด เพราะขาดน้ำ จึงควรจิบน้ำเพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำเพื่อไปหล่อเลี้ยงระบบของร่างกาย

         3. นวดจุดเชื่อมสมอง วางมือข้างหนึ่งไว้บนสะดือ มืออีกข้างหนึ่งใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้วางบนกระดูกหน้าอกบริเวณใต้กระดูกไหปลาร้า และค่อยๆ นวดทั้ง 2 ตำแหน่งประมาณ 10 นาที วิธีนี้จะช่วยลดความงงหรือสับสน กระตุ้นพลังงานและช่วยให้มีความคิดแจ่มใส

         4. บริหารกล้ามเนื้อหัวไหล่ ให้มือซ้ายจับไหล่ขวา บีบกล้ามเนื้อให้แน่นพร้อมหายใจเข้า จากนั้นหายในออกและหันไปทางซ้ายจนสามารถมองไหล่ซ้ายของตัวเอง จากนั้นสูดลมหายใจลึกๆ วางแขนซ้ายลงบนไหล่ขวา พร้อมกับห่อไหล่ ค่อยๆ หันศีรษะกลับไปตรงกลางและเลยไปด้านขวา จนกระทั่งสามารถมองข้ามไหล่ของคุณได้ ยืดไหล่ทั้ง 2 ข้างออก ก้มคางลงจรดหน้าอกพร้อมกับสูดลมหายใจลึกๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อของคุณได้ผ่อนคลาย เปลี่ยนมาใช้มือขวาจับไหล่ซ้ายบ้างและทำซ้ำกันข้างละ 2 ครั้ง วิธีนี้จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อตรงส่วนลำคอและไหล่ การได้ยิน, การฟัง และช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการนั่งโต๊ะทำงานเป็นเวลานานอีกด้วย

         5. นวดใบหูกระตุ้นความเข้าใจ วิธีนี้ทำได้โดยการนั่งพักสบายๆ แตะปลายนิ้วทั้ง 2 ข้างที่ใบหู เคลื่อนนิ้วไปยังส่วนบนของหู จากนั้นบีบนวดและคลี่รอยพับของใบหูทั้ง 2 ข้างออก ค่อยๆ เคลื่อนนิ้วลงมานวดบริเวณอื่นๆ ของใบหู ดึงเบาๆ เมื่อถึงติ่งหู ดึงลง ให้ทำซ้ำกัน 2 ครั้ง วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นการได้ยิน และทำให้ความเข้าใจดีขึ้น เพราะเป็นการคลายเส้นประสาทบริเวณใบหูที่เชื่อมสมอง

         6. บริหารขา โดยการยืนตรงให้เท้าชิดกัน ถอยเท้าซ้ายไปข้างหลัง โดยยกส้นเท้าขึ้น งอเข่าขวาเล็กน้อยแล้วโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย ก้นของคุณจะอยู่ในแนวเดียวกับส้นเท้าขวา สูดลมหายใจเข้าและผ่อนออก ในขณะที่ปล่อยลมหายใจออกนี้ ค่อยๆ กดส้นเท้าซ้ายให้วางลงบนพื้นพร้อมกับงอเข่าขวาเพิ่มขึ้น หลังเหยียดตรง สูดลมหายใจเข้าแล้วกลับไปตั้งต้นใหม่อีกครั้ง เปลี่ยนจากขาข้างซ้ายเป็นข้างขวา โดยออกกำลังในท่านี้ทั้งหมด 3 ครั้งด้วยกัน การบริหารท่านี้เหมาะสำหรับการปรับปรุงสมาธิ รวมทั้งช่วยเพิ่มความเร็วในการอ่านหนังสือ และยังช่วยให้กล้ามเนื้อต้นขา และกล้ามเนื้อน่องผ่อนคลายอีกด้วย

         7. กดจุดคลายเครียด ใช้นิ้ว 2 นิ้ว กดลงบนหน้าผากทั้ง 2 ด้าน ประมาณกึ่งกลางระหว่างขนคิ้ว และตีนผม กดค้างไว้ประมาณ 3-10 นาที วิธีนี้จะช่วยคลายความตึงเครียดและเพิ่มการหมุนเวียนโลหิตเข้าสู่สมอง

         8. บริหารสมองด้วยการเขียน เขียนเส้นขยุกขยิกด้วยมือทั้ง 2 ข้าง พร้อมๆ กัน ลายเส้นที่เขียนอาจจะดูเพี้ยนๆ แต่ได้ผลดีต่อระบบสมองเป็นอย่างดีทีเดียว วิธีนี้จะช่วยให้เกิดการปรับปรุงการประสานงานของสมอง ด้วยการทำให้สมองทั้ง 2 ซีกทำงานพร้อมกัน และเพิ่มความชำนาญด้านการสะกดคำและคำนวณดีและรวดเร็วขึ้นอีก

วิธีการทำลูกชุบ ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก

วิธีการทำลูกชุบ ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก

'ลูกชุบ' ขนมที่มีรูปร่างและสีสันที่หลากหลาย แปลกตา แต่จะเป็นรูปร่างใด ต้องตามใจผู้ปั้น ซึ่งจะมีขั้นตอนการทำอย่างไรนั้น มีวิธิการทำมาฝากค่ะ...
ลูกชุบ
ส่วนผสม
1. ถั่วเขียวเลาะเปลือก 1/2 กก.
2. หัวกะทิ 2 ถ้วยตวง
3. น้ำตาลทราย 1/2 กก.
4. วุ้นผง 5 ช้อนโต๊ะ
5. น้ำ 5 ถ้วยตวง
วัสดุที่ต้องใช้
1. กระทะทองเหลือง
2. ไม้พาย
3. ไม้เสียบลูกชิ้น หรือไม้จิ้มฟัน
4. สีผสมอาหาร
5. จานสี
6. พู่กัน
ลงมือเข้าครัว
1. เริ่มจากการล้างถั่วที่เลือกเอาเมล็ดเสียออกแล้วด้วยน้ำสะอาด 1 ครั้ง เทน้ำทิ้ง แช่ด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งประมาณ 3-4 ชั่วโมง เทน้ำทิ้งแล้วล้างอีกครั้ง
2. นำถั่วที่ล้างสะอาดแล้วไปนึ่งให้สุก จากนั้นนำไปบดให้ละเอียด
3. นำน้ำตาลและกะทิมาต้มด้วยไฟอ่อนให้ส่วนผสมเข้ากันดี ในขั้นตอนนี้ควรคนตลอดเวลาเพื่อไม่ให้กะทิเป็นลูก
4. นำถั่วที่บดจนละเอียดแล้วใส่ลงในกระทะทองเหลือง ตั้งไฟปานกลาง ค่อยๆทยอยใส่น้ำกะทิที่เคี่ยวได้ที่แล้วลงไปทีละน้อย เทไปกวนไปจนหมด ที่สำคัญต้องกวนไปในทางเดียวกัน จนถั่วเริ่มแห้ง ให้หรี่ไฟลง รอจนถั่วเริ่มแห้งและร่อนออกจากกระทะ จึงนำออกมานวดจนเนียน
5. ขั้นตอนต่อไปก็ขึ้นอยู่กับฝีมือการปั้นของแต่ละคน เมื่อปั้นได้รูปแล้ว ก็นำมาเสียบกับไม้จิ้มฟัน หรือไม้เสียบลูกชิ้น ระบายสีตามชอบ
6. ระบายสีเสร็จแล้ว ก็นำไม้ไปเสียบไว้ที่โฟม รอจนสีแห้ง
7. หัมาทำน้ำวุ้นกันบ้าง เริ่มจากนำวุ้นผงและน้ำใส่หม้อคนให้เข้ากัน ยกขึ้นตั้งไฟปานกลาง หมั่นคนจนวุ้นใส ยกลงทิ้งไว้สักครู่จะมีฟองลอยขึ้นมา ให้ใช้ช้อนตักฟองทิ้ง
8. นำถั่วที่ลงสีแล้วชุบกับวุ้น 1 ครั้ง ปักบนโฟม รอให้แห้ง แล้วจึงชุบครั้งที่ 2 และ 3 เมื่อวุ้นแข็งตัวดีแล้วจึงถอดออกจากไม้จิ้ม ใช้กรรไกรตัดส่วนที่ไม่ต้องการทิ้ง แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
แม้จะดูว่ามีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยาก แต่หากช่วยกันทำหลายๆ คนแล้ว คงเป็นกิจกรรมที่ดีสำหรับครอบครัวแน่นอน...

วิธีการทำแกงส้ม รสเด็ด

วิธีทำ แกงส้ม รสเด็ด

วิธีทำ แกงส้ม รสเด็ด


บทความนี้ขอนำเสนอเมนูอาหารไทยที่ทุกคนคุ้นเคยซึ่งก็คือ แกงส้ม รับรองว่าถ้าทุกท่านทำตามวิธีทำที่เรานำเสนอต้องอร่อย รสเด็ดแน่นอนครับ เรามาดูเครื่องปรุงของเมนู แกงส้มรสเด็ด กันดีกว่าว่ามันมีส่วนผสมอะไรบ้าง


เครื่องปรุง แกงส้มรสเด็ด


กระชาย                                                     1     ราก

ปลาช่อนขนาด 6 ขีด                                   1     ตัว

พริกแห้งเอาเมล็ดออกแช่น้ำ                          5    เม็ด

หอมแดง                                                     5     หัว

กระปิ                                                          1     ช้อนชา

น้ำ                                                              3     ถ้วย

ยอดผักกระเฉด                                         100     กรัม

ดอกแค                                                    100     กรัม

หัวไชเท้า                                                     1     หัว

ถั่วฝักยาว                                                   10     ฝัก

ผักกาดขาว                                                   1     ต้น

มะขามเปียก                                                  5     ฝัก

น้ำตาลปิ๊บ                                                    1     ช้อนโต๊ะ

น้ำปลา                                                         3     ช้อนโต๊ะ 

หลังจากเตรียมเครื่องปรุงครบแล้วคราวนี้ก็มาลงมือทำแกงส้มรสเด็ดกันเลยครับ

วิธีทำ แกงส้มรสเด็ด

1. ขอดเกล็ดปลาช่อนออกแล้วล้างให้สะอาดหลังจากนั้นก็ผ่าท้องเอาไส้ออก แยกพุงไว้ทำความสะอาดพุงปลา ตัดท่อนหางนำไปต้มในน้ำเดือดจนสุก ท่อนตัวตัดเป็นท่อนหนาประมาณ 1 นิ้ว ท่อนหัวผ่าครึ่งแบ่งเป็น 2 ซีก

2. โขลกพริกแห้ง หอม กระปิให้ละเอียดแกะเนื้อปลาที่ต้มไว้โขลกรวมกันกับน้ำพริก

3. ล้างผักทุกชนิดให้สะอาด ผักกระเฉดเด็ดเอาแต่ยอด ดอกแคแคะเกษรด้านในออก ปอกหัวไชเท้าหั่นเป็นแว่นหนา 1/2 ซม. หั่นถั่วฝักยาวเป็นท่อนยาว 3-4 ซม. หั่นผักกาดขาวเป็นท่อนๆ 

4. ใช้น้ำในหม้อต้มปลาตั้งไฟให้เดือด ใส่เครื่องแกงที่โขลกไว้ พอเดือดใส่หัวไชเท้า ถั่วฝักยาว ใส่ผักกาดขาว พอหัวไชเท้าเริ่มนุ่ม ใส่ดอกแค ใส่ปลาทั้งหมด

5. ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะขามเปียก น้ำตาลปิ๊บ ใส่ผักกระเฉด คนให้ทั่วแล้วยกลง อย่าต้มนานนะครับผักกระเฉดจะเหนียว ตักใส่จานเสริ์ฟร้อนๆจึงจะอร่อย เคล็ดลับมะขามเปียกใช้น้ำต้มปลาละลายประมาณ 1/4 ถ้วย บี้ให้เนื้อมะขามละลายออกมา


หวังว่าทุกท่านจะอร่อยกับเมนู แกงส้มรสเด็ด นะครับ บทความหน้าจะมีเมนูอะไรมาแนะนำโปรดติดตามตอนต่อไปครับ 

วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

วิธีทำขนมไทย


26 มิ.ย. 2556

ขนมตาล ขนมไทย


ส่วนผสม
1. แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วย
2. ลูกตาลสุก 2 ผล
3. น้ำตาลปี๊บ 1 กิโลกรัม
4. มะพร้าว 1 ผล
5. เกลือป่น
6. ถ้วยตะไลหรือกระทงใบตอง

วิธีทำ
1. ปอกเปลือกลูกตาลออก แล้วยีกับตะแกรง เวลายีต้องหยอดน้ำใส่เม็ดตาลเสมอเพื่อให้เนื้อตาลจะได้ออกจากเม็ดจนหมด
2. กรองเนื้อลูกตาลด้วยผ้าขาวบาง ด้วยการเทใส่ถุงผ้าผูกปากถุงแขวนไว้ น้ำจะไหลออกจากเนื้อตาลแห้งเอง
3. เอาเนื้อตาลออกจากถุง เคล้าผสมกับแป้งให้เข้ากันดี ตั้งผึ่งไว้ให้แป้งขึ้น
4. เมื่อแป้งขึ้นแล้ว ให้ผสมกับน้ำตาล เกลือป่นเล็กน้อย ตักใส่ถ้วยตะไลหรือจะเจียนใบตองก็ได้ ถ้วยละหรือห่อละ 2 ช้อนโต๊ะ
5. ขูดเนื้อมะพร้าวโรยหน้า แล้วห่อให้เรียบร้อย จัดเรียงใส่ลังถึง
6. นึ่งด้วยไฟแรงจัด ให้ขนมตาลสุกฟู
ขนมตาล

29 พ.ค. 2556

ขนมถ้วยตะไล ขนมไทย

 ขนมถ้วยตะไลเป็นขนมไทยที่ทำง่ายและเป็นที่นิยมของคนทุกภาค

ส่วนผสม
แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วย
น้ำเปล่า 5 ถ้วย
น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
น้ำใบเตย 1/2 ถ้วย
มะพร้าว 1 ลูก
แป้งมัน 4 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำขนมถ้วยตะไล
1. นวดแป้งข้าวเจ้ากับน้ำ 1 ถ้วย จนเข้ากันดี
2. ละลายน้ำตาลกับน้ำเปล่าที่เหลือจนน้ำตาลละลาย กรองด้วยผ้าข้าวบาง นำไปใส่แป้งที่นวดไว้ แล้วใส่ใบเตยคนจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียว
3. นำถ้วยตะไลนึ่งในลังถึงจนร้อนได้ที่ จากนั้นตักแป้ง ที่เตรียมไว้ใส่ถ้วยตะไลประมาณครึ่งถ้วย นึ่งไฟแรง 10 นาที
4. นำหัวกะทิผสมเกลือและแป้งมันให้เข้ากัน ตักราดหน้าขนมในถ้วยตะไล นึ่งต่อจนสุกดี ยกลงจากเตา

23 พ.ค. 2556

วิธีทำขนมลูกชุบ ขนมไทย


ขนมชนิดนี้เป็นขนมที่นำการฝีมือระหว่างการครัวและงานปั้น ความคิดสร้างสรรค์มารวมไว้ด้วยกัน
ส่วนผสม
1. ถั่วเขียวไม่มีเปลือกนึ่ง 4 ถ้วย
2. น้ำตาลทราย 2 ถ้วย
3. หัวกะทิ 1 ถ้วย
4. วุ้น 2 ถ้วย
5. น้ำเปล่า 4 ถ้วย
6. สีผสมอาหารหรือสีจากธรรมชาติ เช่น สีเหลืองจากขมิ้น สีแดงจากกระเจี๊ยบ สีน้ำเงินม่วงจากดอกอัญชัน สีเขียวจากใบเตย

วิธีทำขนมลูกชุบ
1. นำถั่วเขียวที่นึ่งเตรียมไว้มากวนกับน้ำตาลทราย 1 ถ้วย และหัวกะทิ 1 ถ้วย กวนจนแห้งพอปั้นได้
2. ปั้นเป็นรูปผลไม้ต่างๆ ขนาดเล็กน่ารัก ระบายสีตามชอบ
3. ต้มวุ้น 2 ถ้วยกับน้ำตาล 1 ถ้วย น้ำเปล่า 4 ถ้วย พอละลายหมด พอวุ้นละลายหมด กรองด้วยผ้าขาวบาง (วุ้นควรแช่น้ำไว้นานประมาณ 1 คืน)
4. ใช้ไม้เล็กๆ เสียบที่ขนมที่ปั้นไว้ แล้วนำไปชุบน้ำวุ้นเพื่อความสดใส ประดับขั้วผลไม้ด้วยใบไม้เล็กๆ ให้ดูสวยงาม
ขนมลูกชุบ

20 พ.ค. 2556

วิธีทำข้าวเหนียวแก้ว ขนมไทย


ข้าวเหนียวแก้วนั้นเป็นขนมไทยสีสันเขียวมรกต เป็นเงา รสชาติหวานอร่อย

ส่วนผสม
1.ข้าวเหนียวดิบ 3/4 ถ้วยตวง
2.หัวกะทิ  3/4 ถ้วยตวง
3.น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง
4.น้ำปูนใส 1/2   ถ้วยตวง
5.เกลีอป่น 1/4 ช้อนชา
6.น้ำใบเตยข้น ๆ 2 ช้อนโตีะ

วิธีทำข้าวเหนียวแก้ว
1. แช่ข้าวเหนียวประมาณ 1 -3 ชั่วโมง นำไปนึ่งให้สุกต้วยไฟกลางประมาณ 20 -25 นาที
2. ใส่หัวกะทิ 1/2 ถ้วย ในภาชนะ นำข้าวเหนียวร้อน ๆ ใส่ลงไปคนให้เข้ากันปิดฝาพักไว้ 20 – 30 นาที
3. ผสมน้ำตาลทราย น้ำปูนใส เกลือป่น และหัวกะทิ 1/4 ถ้วย คนให้เข้ากัน
4. ใส่ส่วนผสมข้อ 2 ลงไป ใช้ไฟกลางกวนให้เข้ากันประมาณ 3 นาที ใส่น้ำใบเตย กวนต่อประมาณ
  3-5 นาที ยกลง  เทใส่ถาดสี่เหลี่ยม ตัดข้าวเหนียวแก้วเป็นชิ้นๆ
ข้าวเหนียวแก้ว



ขนมชั้นอัญชัน ขนมไทย


ขนมชั้น เป็นขนมไทยที่พบเห็นกันมานมนานแล้ว สมัยก่อนจะมีเพียง 2 สีคือ ขาวสลับเขียวอ่อนๆ ซึ่งเป็นสีจากใบเตย รับประทานแล้วได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากใบเตย ถ้าใช้ในงานพิธีมงคลต่างๆ ก็จะนิยมทำเป็น 9 ชั้น แต่มายุคนี้ แม้แต่ขนมชั้นก็ยังต้องเพิ่มลูกเล่นด้วยการใช้สีต่างๆ มาช่วยดึงดูดลูกค้า เช่นทำเป็นขนมชั้นสายรุ้ง ดังนั้นสูตรขนมไทย จึงนำวิธีการทำขนมชั้นอัญชันมาเป็นตัวอย่างของขนมชั้นสีอื่นๆ ถ้าใครอยากจะเพิ่มสีเองก็สามารถทำได้ แต่อย่าลืมว่าต้องหยอดสลับกับสีขาวเสมอ

ส่วนผสม
1. แป้งข้าวเจ้า 1/4 ถ้วยตวง
2. แป้งมัน 3/4 ถ้วยตวง + 2 ช้อนโต๊ะ
3. แป้งท้าวยายม่อม 1/4 ถ้วยตวง + 2 ช้อนโต๊ะ
4. แป้งซ่าหริ่ม (แป้งถั่ว) 1 ช้อนโต๊ะ
5. หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
6. หางกะทิ 3/4 ถ้วยตวง
7. น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วยตวง
8. น้ำดอกอัญชัน 1/4 ถ้วยตวง
9.  ถาดสี่เหลียมขนาด 4 1/2 x 4 1/2 นิ้ว
10. น้ำมันพืช 1- 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1.  ผสมน้ำตาลทรายกับหางกะทิ คนให้น้ำตาลละลาย พักไว้
2. ผสมแป้งทั้งหมดเข้าด้วยกัน ค่อยๆ เทหัวกะทิใส่ลงไปนวด (ลักษณะปั้นได้)
3. ใส่หัวกะทิที่เหลือทั้งหมด และหางกะทิ ที่ผสมน้ำตาลทรายในข้อ 1. คนให้เข้ากัน
แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง
4. แบ่งส่วนผสมทั้ง 2 ส่วน เท่าๆ กัน สานที่ 1 ใส่น้ำอัญชัน 1/4 ถ้วย แล้วคนให้เข้ากัน
ส่วนที่ 2 เป็นสีขาว
5. ตั้งลังถึง ใส่น้ำ 3/4 ของลังถึง เดือดแล้ว นำพิมพ์ทาน้ำมันบางๆ วางเรียง นึ่งพิมพ์
ประมาณ 5 นาที
6. หยอดขนมทีละสี สลับอันจนหมด แต่ละชั้นใช้เวลานึ่งประมาณ 3 นาที หรือสังเกตแป้งจะเริ่มใส แตะดูไม่ติดมือ แต่ต้องจำไว้ว่า ขนมแต่ละชั้นนั้นต้องนึ่งให้สุกเสียก่อน ถ้าชั้นใดชั้นหนึ่งไม่สุก ชั้นต่อไปจะไม่สุกด้วย
 7. พักไว้ให้เย็นเเล้วจึงตัดขนมชั้นเป็นชิ้นๆ
ขนมชั้น

25 เม.ย. 2556

ลอดช่องสิงคโปร์


ลอดช่องสิงคโปร์เป็นขนมที่หวาน หอม อร่อย ทานพร้อมน้ำแข็ง ให้รสชาติถูกใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่
แต่การทำขนมชนิดนี้ให้อร่อย แป้งต้องเหนียว และเมื่อแป้งเนียนแล้ว เวลาคลึงแป้งก็ต้องคลึงให้บาง ขนมนี้ต้องหอมนอก หอมตัวขนมและน้ำด้วยจึงจะถูกต้อง

ส่วนผสมตัวขนม
1. แป้งมัน ½ ถ้วยตวง
2. น้ำเดือดใส่สีเขียว ¼ ถ้วยตวง
3. แป้งนวล 2 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสมน้ำเชื่อม
1. น้ำตาลทราย 1 ½ ถ้วยตวง
2. น้ำดอกมะลิ 1 ½ ถ้วยตวง
3. ขนุนหั่นชิ้นเล็กๆ ยาวๆ ½ ถ้วยตวง

ส่วนผสมกะทิ
1. หัวกะทิ 2 ถ้วยตวง
2. เกลือป่น 1 ช้อนชา


วิธีทำลอดช่องสิงคโปร์
1. ใส่แป้งมันในอ่างผสม ทำแป้งเป็นบ่อตรงกลาง ค่อยๆ เทน้ำร้อนใส่ คนเร็วๆจนแป้งจับตัวเป็นก้อน
2. นวดให้เนียน ถ้าไม่อยากให้แป้งติดมือ แตะแป้งมันเล็กน้อย
3. คลึงแป้งให้เป็นแผ่นบางๆ ตัดให้เป็นเส้นเล็ก ๆ พักไว้
4. ต้มน้ำให้เดือด นำแป้งที่ตัดไว้แล้วลงต้มให้สุก เมื่อแป้งลอยตัวและพอง ตักใส่พักในน้ำเย็น เทใส่กระชอนกรองให้สะเด็ดน้ำ
5. ผสมหัวกะทิกับเกลือ ตั้งไฟอย่างพอเดือด ยกลงพักไว้ให้เย็น
6. ใส่แป้งที่ต้มแล้วลงไปในน้ำกะทิ ข้อ 5.
7. ผสมน้ำตาลทรายกับน้ำดอกมะลิใส่หม้อตั้งไฟเคี่ยว ประมาณ 7-10 นาที ใส่ขนุนยกลงพักไว้ให้เย็น อบควันเทียน 20 - 30 นาที
8. ตักเสิร์ฟใส่ขนมที่อยู่ในกะทิ ใส่น้ำ    เชื่อม น้ำแข็ง รับประทานเย็นๆ อร่อยชื่นใจ
ลอดช่องสิงคโปร์


11 ก.พ. 2556

ข้าวเหนียวมะม่วง


ข้าวเหนียวมะม่วงเป็นของหวานที่พบเห็นกันทั่วไป มีทั้งเจ้าขนมที่ทำแล้วอร่อย ข้าวเหนียวหวานมัน กะทิเข้มข้น กับเจ้าที่พอทานได้ หลายคนอาจจะสงสัยว่ามีเคล็ดลับอะไรทำยังไงขนมถึงอร่อย แล้วมาดูเคล็ดลับการทำข้าวเหนียวมะม่วงกันเลยค่ะ

* การนึ่งข้าวเหนียวโดยการใส่ใบเตยลงไปในน้ำ ทำให้ข้าวเหนียวหอม
* การแกว่งด้วยสารส้ม ทำให้ข้าวเหนียวไม่หัก
* อย่านึ่งข้าวเหนียวให้สุกมาก ข้าวเหนียวจะแฉะไม่อร่อย และนึ่งข้าวเหนียวด้วยไฟกลางค่อนไปทางอ่อน
* ถ้าทำข้าวเหนียวขนุน ใส่ข้าวเหนียวลงไปในขนุน
* ถ้าทำข้าวเหนียวลูกตาล โรยหน้าด้วย น้ำตาลทราย เกลือ งาดำ งาขาว
* สำหรับมะม่วงถ้ายังไม่เสิร์ฟ ยังไม่ต้องปอก เพราะมะม่วงจะดำ

ส่วนผสมข้าวเหนียวมูน
ข้าวเหนียวเขี้ยวงูดิบ  1 ½  ถ้วยตวง
สารส้ม (สำหรับแกว่งข้าวเหนียว) 1 ก้อน
หัวกะทิ ½ ถ้วยตวง + 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย ½ ถ้วยตวง
เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสมกะทิราดข้าวเหนียวมูน
หัวกะทิ ½ ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
เกลือป่น ½ ช้อนชา
แป้งข้าวเจ้า 1 ½ ช้อนชา
ส่วนผสมอื่นๆ
มะม่วงสุก, ขนุนสุก, ลูกตาลเชื่อม,ทุเรียน
ถั่วทองแช่น้ำ 3 ชั่วโมง แล้วคั่วไฟอ่อนๆ 2 ช้อนโต๊ะ

 วิธีมูนข้าวเหนียว
1. แช่ข้าวเหนียวในน้ำสะอาด พอท่วมข้าว พักไว้ประมาณ 3 ชั่วโมง
2. แกว่งสารส้มในข้าวเหนียว ประมาณ 4-5 รอบ ล้างด้วยน้ำสะอาด 2 ครั้ง สรงขึ้นให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำไปนึ่งในลังถึงที่รองด้วยผ้าขาวบาง นึ่ง 10 นาที แล้วกลับด้านอีก 10 นาทีด้วยไฟกลางค่อนข้างอ่อน
3. ผสมหัวกะทิ น้ำตาลทราย เกลือป่น ใส่หม้อตั้งไฟกลาง คนให้เข้ากัน พอน้ำตาลละลาย และเดือดประมาณ 2 นาที เทใส่ภาชนะ พักไว้ให้เย็น
4. เทข้าวเหนียวร้อนๆ ลงในกะทิที่เย็นแล้ว คนด้วยพายเบาๆ ให้ส่วนผสมเข้ากันดี ปิดฝา พักไว้จนระอุ ประมาณ 30 นาที
5. กลับข้าวเหนียวมูนอีกครั้งเบาๆ ตักเสิร์ฟพร้อมมะม่วงสุก

วิธีทำกะทิราดหน้าข้าวเหนียวมูน
1. ผสมแป้งข้าวเจ้า น้ำตาลทราย เกลือป่น ค่อยๆ เทหัวกะทิใส่ทีละน้อย คนให้แป้งละลาย
2. ตั้งไฟกลาง คนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งส่วนผสมเริ่มข้น ประมาณ 3 นาที ยกลงทิ้งไว้ให้เย็น

วิธีเสิร์ฟ
* ข้าวเหนียวมูนจะเสิร์ฟพร้อมกับมะม่วงสุก น้ำกะทิทุเรียน ทุเรียนสด ขนุน ลูกตาลเชื่อม และสังขยาก็ได้

ข้าวเหนียวมะม่วง